วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2562


 พระอัจฉริยภาพด้านดนตรี รัชกาลที่ ๙

นอกจากพระอัจฉริยภาพด้านกีฬา และการถ่ายภาพแล้ว ในหลวงรัลกาลที่ 9 ของเรายังทรงมีพระอัจริยภาพด้านดนตรี ทั้งการพระราชนิพนธ์เพลง และยังทรงเครื่องดนตรีได้ดีหลายชนิด หลายประเภท นอกจากนี้ยังทรงเล่นดนตรีร่วมกับวงดนตรีได้ทุกวงทั้งไทยและต่างประเทศ ไม่ว่าวงดนตรีนั้นจะมีแนวการเล่นแบบไหน และสำหรับวงดนตรีแจ๊สนั้น พระองค์ยังทรงดนตรีได้โดยไม่ต้องมีโน้ต มาดูกันว่าเครื่องดนตรีที่พระองค์ทรงโปรดนั้นมีอะไรบ้าง


แอคคอร์เดียน
ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเริ่มเล่นดนตรีตั้งแต่พระชนมายุ 13 พรรษา ขณะที่ประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเครื่องดนตรีแรกที่ทรงเรียนก็คือ แอคคอร์เดียน หรือหีบเพลง แต่พระองค์ไม่ทรงติดต่อมาจึงได้เลิกเล่นไป




แซกโซโฟน 
ภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป่าแซกโซโฟนคงเป็นภาพคุ้นตาของหลายคน ซึ่งก็พอจะทำให้เดาได้ไม่ยากว่า ‘แซกโซโฟน’ เป็นเครื่องดนตรีที่พระองค์ทรงโปรดที่สุด หลังจากที่ทรงเล่นแอคคอร์เดียน แล้วทรงไม่โปรดนั้น ในหลวงรัชการที่ 9 ทรงอยากเรียนแตร แต่พระราชชนนีเห็นว่าต้องใช้แรงมาก จึงยังไม่อนุญาตให้เรียน แต่ให้เรียนแซกโซโฟนแทน เมื่อพระชนมายุย่างเข้า ๑๔ พรรษา
แซกโซโฟนตัวแรกของพระองค์เป็นของมือสองราคา 300 ฟรังค์ ที่ร่วมหุ้นกับพระเชษฐาครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งมาจากสมเด็จย่า พระองค์ทรงฝึกแซกโซโฟนไปพร้อมๆ กับเริ่มฝึกดนตรีแจ๊ส โดยทรงหัดเป่าแซกโซโฟนสอดแทรกกับแผ่นเสียงของนักดนตรีที่มีชื่อเสียง อย่าง Johnny Hodges และ Sidney Berchet ได้เป็นอย่างดี และทรงโปรดดนตรีประเภท Dixieland Jazz เป็นอย่างมาก

คลาริเนต
สำหรับคลาริเนตนั้น ครั้งแรกทรงเอาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลมาทรงเป่า และครูเวย์เบรชท์ก็ได้ให้คำแนะนำอยู่สองครั้งสามครั้ง หลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงเล่นเอง ไม่ได้ไปเรียนที่ไหนอีก คาริเนตที่ทรงใช้ตัวแรกยี่ห้อ ’เลอบลองค์’ 



ทรัมเปตจริงๆ แล้ว พระองค์สนพระทัยแตรตั้งแต่ก่อนเริ่มเรียนแซกโซโฟน ได้เสด็จพระราชดำเนินไปที่ภูเขา ได้ทอดพระเนตรวงดนตรีที่เขาเล่นที่โรงแรมก็โปรด และมีพระราชประสงค์จะทรงแตร แต่สมเด็จย่าไม่ทรงเห็นด้วย เพราะการเป่าแตรต้องใช้กำลังมาก อาจเป็นอันตรายแก่สุขภาพได้ จึงทรงผ่อนผันให้เล่นแซกโซโฟนแทน
ต่อมาพระองค์จึงไปเช่าแตรมาเล่น ครั้งแรกที่เช่ามาเป็นแตรคอร์เนต อีกหลายปีจึงทรงซื้อแตรทรัมเปตเครื่องแรกเอง เป็นแตรยี่ห้อ ‘เซลเมอร์’ ของฝรั่งเศส แต่ภายหลังเครื่องนี้พระราชทานวงสุนทราภรณ์ไป ต่อมาจึงซื้อใหม่ยี่ห้อเซลเมอร์เหมือนกัน ครูเวย์เบรชท์ที่เป็นครูสอนดนตรีบอกว่าแตรดีที่สุดคือ ยี่ห้อกูร์ตัวแต่ไม่ได้ทรงซื้อ เพิ่งซื้อเมื่อปี พ.ศ.2529 นี่เอง


เปียโน
พระองค์ได้เริ่มทรงเปียโนเมื่อเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว เพื่อใช้ในการพระราชนิพนธ์เพลง และเพื่อร่วมกับวงดนตรีเป็นการส่วนพระองค์ สำหรับเปียโนนั้นพระองค์ไม่เคยทรงเรียนจริงจังจากใคร แต่ทรงเล่นเอาเองดูโน้ต และทรงเรียนวิธีประสานเสียงเอง
‘Carl Hardt ,Stutgart’ เป็นเปียโนตัวแรกที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเล่นตั้งแต่สมัยที่ประทับอยู่เมืองโลซานน์ สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นเปียโนที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงเช่าให้พระราชธิดาและพระราชโอรสทั้ง 3 พระองค์เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่เรามักจะเห็นในพระบรมฉายาลักษณ์ที่พระองค์ทรงเปียโน โดยที่มีแมวทรงเลี้ยงชื่อ ‘ติโต้’ นั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่าง

กีตาร์
เราอาจจะไม่ค่อยเได้เห็นพระองค์ทรงกีตาร์บ่อยนัก แต่เป็นอีกเครื่องดนตรีที่พระองค์ทรงเล่นได้ไพเราะเป็นอย่างมาก พระองค์ทรงกีตาร์ครั้งแรกเมื่อพระชนมายุราว 16 พรรษา ได้ยืมมาจากเพื่อนรุ่นพี่ที่โรงเรียน ภายหลังเอาไปคืน แต่เขาเห็นว่าพระองค์สนพระทัยในกีตาร์จึงมอบกีตาร์ให้เลย และที่สำคัญกีตาร์ถือเป็นเครื่องดนตรีชิ้นสำคัญที่พระองค์ทรงเพื่อใช้ในการพระราชนิพนธ์เพลงเพราะๆ ที่พวกเราได้ยินได้ฟังกันอยู่ทุกวันนี้





วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2562


พระอัจฉริยภาพด้านกีฬา ของรัชกาลที่ ๙









“…การกีฬานั้นนับเป็นอุปกรณ์การศึกษาที่สำคัญยิ่ง เพราะเป็นการกล่อมเกลาให้เด็กมีจิตใจอดทน กล้าหาญ รู้แพ้รู้ชนะ ปลูกฝังพลานามัยให้แข็งแรง เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เด็กเป็นผู้มีสมรรถภาพ ทั้งในทางจิตใจและร่างกายเป็นผลสืบเนื่องไปถึงการเป็นพลเมืองของชาติอันเป็นยอดแห่งความปรารถนา…” พระบรมราโชวาท ในวันเปิดการแข่งขันกรีฑานักเรียนประจำปี วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2504
จากพระราชดำรัสแสดงถึงพระราชปณิธานในการส่งเสริมด้านกีฬาว่าเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาบุคคลและประเทศชาติ จึงทรงส่งเสริมกีฬาทุกประเภท
หากมองย้อนกลับไปเมื่อครั้นยังทรงพระเยาว์ ขณะประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ก็ทรงเล่นสกีน้ำแข็งบ่อยครั้ง ต่อมายังสนพระราชหฤทัยในกีฬาหลายประเภท เช่น สกีน้ำ ว่ายน้ำ เรือกรรเชียง เรือพาย แบดมินตัน ยิงปืน กอล์ฟเล็ก การแข่งขันรถเล็ก เครื่องร่อน ฯลฯ ทรงโปรดฮอกกี้น้ำแข็ง และสกีหิมะ ทั้งทรงศึกษาข้อมูลของกีฬาแต่ละประเภทอย่างละเอียด และทรงฝึกฝนจนปฏิบัติได้ดี นับเป็นแบบอย่างที่ดีของนักกีฬา





เรือใบเป็นทั้งกีฬาทรงโปรดและยังได้แสดงพระอัจฉริยภาพด้วยการต่อเรือจากฝีพระหัตถ์และทรงทดลองแล่นเรือในสระภายในสวนจิตรลดา เรือใบฝีพระหัตถ์ที่สำคัญมี 3 ประเภท ได้แก่ เรือใบประเภทเอ็นเตอร์ไพรส์ (International Enterprise Class), เรือใบประเภทโอเค (International OK Class) และเรือใบประเภทม็อธ (International Moth Class) เรือใบลำแรกที่ทรงต่อเองเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2507 เป็นเรือใบประเภท เอ็นเตอร์ไพรส์ ชื่อ เรือราชปะแตนและลำต่อมาชื่อ เรือเอจีโดยทรงต่อตามแบบสากล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงแข่งขันแล่นใบหลายครั้งทั้งในและนอกประเทศ เช่น ในปี 2508 ทรงใช้เรือราชปะแตนแข่งขันกับ ดยุค ออฟ เอดินเบอระ (The Duke of Edinburgh) พระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ โดยใช้เส้นทางไปกลับ พัทยา เกาะล้าน ใน 2508 นี้
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงต่อเรือใบ ประเภทโอเค ตามแบบสากลลำแรกที่ทรงต่อชื่อ เรือนวฤกษ์หลังจากนั้นทรงต่อเรือใบ ประเภทนี้อีกหลายลำ พระราชทานชื่อเรือว่า “VEGA” หรือ เวคา (เป็นชื่อดาวที่สุกใสดวงหนึ่ง) เมื่อ 19 เมษายน 2509 ทรงใช้เรือลำนี้เป็นพระราชพาหนะเสด็จฯ ข้ามอ่าวไทยจากวังไกลกังวล หัวหินไปขึ้นฝั่งที่หาดเตยงามในหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ระยะทาง 60 ไมล์ทะเล ทรงใช้เวลาประมาณ 14 ชั่วโมง นับว่าทรงมีพระวิริยะอุตสาหะอย่างสูง ซึ่งในการต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานหางเสือเรือเวคา เพื่อเป็นรางวัลนิรันดรในการแข่งขันเรือใบระยะทางไกลของประเทศไทย
นอกจากนี้ ในการแข่งขันกีฬานานาชาติ พระองค์ทรงเป็นนักกีฬาเรือใบทีมชาติ ประวัติศาสตร์วงการกีฬาระดับโลกต้องจารึกไว้เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญาฯ ทรงคว้าชัยการแข่งขันเรือใบประเภทโอเค ในการแข่งขันกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 ที่ประเทศไทยในการแข่งขันครั้งนี้ทรงใช้เรือใบประเภทโอเค ซึ่งทรงต่อขึ้นด้วยพระองค์เองและทรงเป็นผู้ชนะเลิศ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเหรียญทองในวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2510 ต่อมารัฐบาลได้กำหนดวันนี้ของทุกปีเป็นวันกีฬาแห่งชาติ


ด้วยพระราชกรณียกิจที่ทรงพระปรีชาสามารถทางการกีฬาจนเป็นที่เลื่องลือ และได้มีการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์วงการกีฬาอันเป็นที่ประจักษ์แก่ชาวโลก คณะกรรมการโอลิมปิกสากลจึงได้มีมติเป็นเอกฉันท์และได้ขอพระราชทานพระราชวโรกาสทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองดุษฏีกิตติมศักดิ์ของโอลิมปิกคือ อิสริยาภรณ์โอลิมปิกสูงสุด (ทอง)เมื่อ 14 ธันวาคม 2530 นับเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของโลกที่ทรงได้รับเกียรติยศดังกล่าว นอกจากนี้มหาวิทยาลัยมหิดลก็ได้ขอพระราชทานพระวโรกาสทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2534