วันจันทร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2563



บันทึกประวัติศาสตร์ ในหลวงเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค หลังเว้นว่าง 2 รัชกาล

บันทึกประวัติศาสตร์ ในหลวงเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค หลังเว้นว่าง 2 รัชกาล


นับตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2468 (นับแบบปัจจุบันเป็น พ.ศ. 2469) ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค หลังการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ประเทศไทยก็ยังไม่มีการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคอีกเลย จนกระทั่งถึงเมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ. 2562 ขึ้น
เป็นเวลา 93 ปี ในรัชสมัยของพระมหากษัตริย์ 2 รัชกาลที่ประเทศไทยว่างเว้นจากพระราชพิธีนี้ แม้ว่าในสมัยรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค 17 ครั้ง แต่เป็นการจัดขึ้นเพื่อเสด็จฯไปถวายผ้าพระกฐิน และโอกาสอื่น ๆ ดังนั้น การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ครั้งนี้จึงเป็นการรื้อฟื้นโบราณราชประเพณีที่สำคัญ และเป็นการจารึกประวัติศาสตร์บทสำคัญบทหนึ่ง ทั้งประวัติศาสตร์สถาบันพระมหากษัตริย์ ประวัติศาสตร์กองทัพเรือ ประวัติศาสตร์กรมศิลปากร และประวัติศาสตร์ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับพิธีนี้
สำหรับการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในครั้งนี้มีจุดตั้งต้นขบวนที่ท่าวาสุกรี แล้วเคลื่อนขบวนไปยังท่าราชวรดิฐ จากนั้นเสด็จฯโดยริ้วขบวนราบจากท่าราชวรดิฐไปยังพระบรมมหาราชวัง
บันทึกประวัติศาสตร์ ในหลวงเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค หลังเว้นว่าง 2 รัชกาล

ในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ประกอบด้วย เรือพระราชพิธี 52 ลำ รวมทั้งเรือพระที่นั่ง 4 ลำ ใช้กำลังพลรวม 2,399 นาย เป็นกำลังพลฝีพาย 2,200 นาย และกำลังพลที่เกี่ยวข้อง เช่น เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง และนักดนตรีประจำเรือ 199 นาย

วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2562


 พระอัจฉริยภาพด้านดนตรี รัชกาลที่ ๙

นอกจากพระอัจฉริยภาพด้านกีฬา และการถ่ายภาพแล้ว ในหลวงรัลกาลที่ 9 ของเรายังทรงมีพระอัจริยภาพด้านดนตรี ทั้งการพระราชนิพนธ์เพลง และยังทรงเครื่องดนตรีได้ดีหลายชนิด หลายประเภท นอกจากนี้ยังทรงเล่นดนตรีร่วมกับวงดนตรีได้ทุกวงทั้งไทยและต่างประเทศ ไม่ว่าวงดนตรีนั้นจะมีแนวการเล่นแบบไหน และสำหรับวงดนตรีแจ๊สนั้น พระองค์ยังทรงดนตรีได้โดยไม่ต้องมีโน้ต มาดูกันว่าเครื่องดนตรีที่พระองค์ทรงโปรดนั้นมีอะไรบ้าง


แอคคอร์เดียน
ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเริ่มเล่นดนตรีตั้งแต่พระชนมายุ 13 พรรษา ขณะที่ประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเครื่องดนตรีแรกที่ทรงเรียนก็คือ แอคคอร์เดียน หรือหีบเพลง แต่พระองค์ไม่ทรงติดต่อมาจึงได้เลิกเล่นไป




แซกโซโฟน 
ภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป่าแซกโซโฟนคงเป็นภาพคุ้นตาของหลายคน ซึ่งก็พอจะทำให้เดาได้ไม่ยากว่า ‘แซกโซโฟน’ เป็นเครื่องดนตรีที่พระองค์ทรงโปรดที่สุด หลังจากที่ทรงเล่นแอคคอร์เดียน แล้วทรงไม่โปรดนั้น ในหลวงรัชการที่ 9 ทรงอยากเรียนแตร แต่พระราชชนนีเห็นว่าต้องใช้แรงมาก จึงยังไม่อนุญาตให้เรียน แต่ให้เรียนแซกโซโฟนแทน เมื่อพระชนมายุย่างเข้า ๑๔ พรรษา
แซกโซโฟนตัวแรกของพระองค์เป็นของมือสองราคา 300 ฟรังค์ ที่ร่วมหุ้นกับพระเชษฐาครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งมาจากสมเด็จย่า พระองค์ทรงฝึกแซกโซโฟนไปพร้อมๆ กับเริ่มฝึกดนตรีแจ๊ส โดยทรงหัดเป่าแซกโซโฟนสอดแทรกกับแผ่นเสียงของนักดนตรีที่มีชื่อเสียง อย่าง Johnny Hodges และ Sidney Berchet ได้เป็นอย่างดี และทรงโปรดดนตรีประเภท Dixieland Jazz เป็นอย่างมาก

คลาริเนต
สำหรับคลาริเนตนั้น ครั้งแรกทรงเอาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลมาทรงเป่า และครูเวย์เบรชท์ก็ได้ให้คำแนะนำอยู่สองครั้งสามครั้ง หลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงเล่นเอง ไม่ได้ไปเรียนที่ไหนอีก คาริเนตที่ทรงใช้ตัวแรกยี่ห้อ ’เลอบลองค์’ 



ทรัมเปตจริงๆ แล้ว พระองค์สนพระทัยแตรตั้งแต่ก่อนเริ่มเรียนแซกโซโฟน ได้เสด็จพระราชดำเนินไปที่ภูเขา ได้ทอดพระเนตรวงดนตรีที่เขาเล่นที่โรงแรมก็โปรด และมีพระราชประสงค์จะทรงแตร แต่สมเด็จย่าไม่ทรงเห็นด้วย เพราะการเป่าแตรต้องใช้กำลังมาก อาจเป็นอันตรายแก่สุขภาพได้ จึงทรงผ่อนผันให้เล่นแซกโซโฟนแทน
ต่อมาพระองค์จึงไปเช่าแตรมาเล่น ครั้งแรกที่เช่ามาเป็นแตรคอร์เนต อีกหลายปีจึงทรงซื้อแตรทรัมเปตเครื่องแรกเอง เป็นแตรยี่ห้อ ‘เซลเมอร์’ ของฝรั่งเศส แต่ภายหลังเครื่องนี้พระราชทานวงสุนทราภรณ์ไป ต่อมาจึงซื้อใหม่ยี่ห้อเซลเมอร์เหมือนกัน ครูเวย์เบรชท์ที่เป็นครูสอนดนตรีบอกว่าแตรดีที่สุดคือ ยี่ห้อกูร์ตัวแต่ไม่ได้ทรงซื้อ เพิ่งซื้อเมื่อปี พ.ศ.2529 นี่เอง


เปียโน
พระองค์ได้เริ่มทรงเปียโนเมื่อเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว เพื่อใช้ในการพระราชนิพนธ์เพลง และเพื่อร่วมกับวงดนตรีเป็นการส่วนพระองค์ สำหรับเปียโนนั้นพระองค์ไม่เคยทรงเรียนจริงจังจากใคร แต่ทรงเล่นเอาเองดูโน้ต และทรงเรียนวิธีประสานเสียงเอง
‘Carl Hardt ,Stutgart’ เป็นเปียโนตัวแรกที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเล่นตั้งแต่สมัยที่ประทับอยู่เมืองโลซานน์ สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นเปียโนที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงเช่าให้พระราชธิดาและพระราชโอรสทั้ง 3 พระองค์เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่เรามักจะเห็นในพระบรมฉายาลักษณ์ที่พระองค์ทรงเปียโน โดยที่มีแมวทรงเลี้ยงชื่อ ‘ติโต้’ นั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่าง

กีตาร์
เราอาจจะไม่ค่อยเได้เห็นพระองค์ทรงกีตาร์บ่อยนัก แต่เป็นอีกเครื่องดนตรีที่พระองค์ทรงเล่นได้ไพเราะเป็นอย่างมาก พระองค์ทรงกีตาร์ครั้งแรกเมื่อพระชนมายุราว 16 พรรษา ได้ยืมมาจากเพื่อนรุ่นพี่ที่โรงเรียน ภายหลังเอาไปคืน แต่เขาเห็นว่าพระองค์สนพระทัยในกีตาร์จึงมอบกีตาร์ให้เลย และที่สำคัญกีตาร์ถือเป็นเครื่องดนตรีชิ้นสำคัญที่พระองค์ทรงเพื่อใช้ในการพระราชนิพนธ์เพลงเพราะๆ ที่พวกเราได้ยินได้ฟังกันอยู่ทุกวันนี้





วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2562


พระอัจฉริยภาพด้านกีฬา ของรัชกาลที่ ๙









“…การกีฬานั้นนับเป็นอุปกรณ์การศึกษาที่สำคัญยิ่ง เพราะเป็นการกล่อมเกลาให้เด็กมีจิตใจอดทน กล้าหาญ รู้แพ้รู้ชนะ ปลูกฝังพลานามัยให้แข็งแรง เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เด็กเป็นผู้มีสมรรถภาพ ทั้งในทางจิตใจและร่างกายเป็นผลสืบเนื่องไปถึงการเป็นพลเมืองของชาติอันเป็นยอดแห่งความปรารถนา…” พระบรมราโชวาท ในวันเปิดการแข่งขันกรีฑานักเรียนประจำปี วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2504
จากพระราชดำรัสแสดงถึงพระราชปณิธานในการส่งเสริมด้านกีฬาว่าเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาบุคคลและประเทศชาติ จึงทรงส่งเสริมกีฬาทุกประเภท
หากมองย้อนกลับไปเมื่อครั้นยังทรงพระเยาว์ ขณะประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ก็ทรงเล่นสกีน้ำแข็งบ่อยครั้ง ต่อมายังสนพระราชหฤทัยในกีฬาหลายประเภท เช่น สกีน้ำ ว่ายน้ำ เรือกรรเชียง เรือพาย แบดมินตัน ยิงปืน กอล์ฟเล็ก การแข่งขันรถเล็ก เครื่องร่อน ฯลฯ ทรงโปรดฮอกกี้น้ำแข็ง และสกีหิมะ ทั้งทรงศึกษาข้อมูลของกีฬาแต่ละประเภทอย่างละเอียด และทรงฝึกฝนจนปฏิบัติได้ดี นับเป็นแบบอย่างที่ดีของนักกีฬา





เรือใบเป็นทั้งกีฬาทรงโปรดและยังได้แสดงพระอัจฉริยภาพด้วยการต่อเรือจากฝีพระหัตถ์และทรงทดลองแล่นเรือในสระภายในสวนจิตรลดา เรือใบฝีพระหัตถ์ที่สำคัญมี 3 ประเภท ได้แก่ เรือใบประเภทเอ็นเตอร์ไพรส์ (International Enterprise Class), เรือใบประเภทโอเค (International OK Class) และเรือใบประเภทม็อธ (International Moth Class) เรือใบลำแรกที่ทรงต่อเองเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2507 เป็นเรือใบประเภท เอ็นเตอร์ไพรส์ ชื่อ เรือราชปะแตนและลำต่อมาชื่อ เรือเอจีโดยทรงต่อตามแบบสากล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงแข่งขันแล่นใบหลายครั้งทั้งในและนอกประเทศ เช่น ในปี 2508 ทรงใช้เรือราชปะแตนแข่งขันกับ ดยุค ออฟ เอดินเบอระ (The Duke of Edinburgh) พระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ โดยใช้เส้นทางไปกลับ พัทยา เกาะล้าน ใน 2508 นี้
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงต่อเรือใบ ประเภทโอเค ตามแบบสากลลำแรกที่ทรงต่อชื่อ เรือนวฤกษ์หลังจากนั้นทรงต่อเรือใบ ประเภทนี้อีกหลายลำ พระราชทานชื่อเรือว่า “VEGA” หรือ เวคา (เป็นชื่อดาวที่สุกใสดวงหนึ่ง) เมื่อ 19 เมษายน 2509 ทรงใช้เรือลำนี้เป็นพระราชพาหนะเสด็จฯ ข้ามอ่าวไทยจากวังไกลกังวล หัวหินไปขึ้นฝั่งที่หาดเตยงามในหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ระยะทาง 60 ไมล์ทะเล ทรงใช้เวลาประมาณ 14 ชั่วโมง นับว่าทรงมีพระวิริยะอุตสาหะอย่างสูง ซึ่งในการต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานหางเสือเรือเวคา เพื่อเป็นรางวัลนิรันดรในการแข่งขันเรือใบระยะทางไกลของประเทศไทย
นอกจากนี้ ในการแข่งขันกีฬานานาชาติ พระองค์ทรงเป็นนักกีฬาเรือใบทีมชาติ ประวัติศาสตร์วงการกีฬาระดับโลกต้องจารึกไว้เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญาฯ ทรงคว้าชัยการแข่งขันเรือใบประเภทโอเค ในการแข่งขันกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 ที่ประเทศไทยในการแข่งขันครั้งนี้ทรงใช้เรือใบประเภทโอเค ซึ่งทรงต่อขึ้นด้วยพระองค์เองและทรงเป็นผู้ชนะเลิศ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเหรียญทองในวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2510 ต่อมารัฐบาลได้กำหนดวันนี้ของทุกปีเป็นวันกีฬาแห่งชาติ


ด้วยพระราชกรณียกิจที่ทรงพระปรีชาสามารถทางการกีฬาจนเป็นที่เลื่องลือ และได้มีการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์วงการกีฬาอันเป็นที่ประจักษ์แก่ชาวโลก คณะกรรมการโอลิมปิกสากลจึงได้มีมติเป็นเอกฉันท์และได้ขอพระราชทานพระราชวโรกาสทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองดุษฏีกิตติมศักดิ์ของโอลิมปิกคือ อิสริยาภรณ์โอลิมปิกสูงสุด (ทอง)เมื่อ 14 ธันวาคม 2530 นับเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของโลกที่ทรงได้รับเกียรติยศดังกล่าว นอกจากนี้มหาวิทยาลัยมหิดลก็ได้ขอพระราชทานพระวโรกาสทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2534

วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2562




พระราชประวัติ ร. 10

พระราชสมภพ เมื่อวันจันทร์ที่ 28 ก.ค.2495

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ พระราชสมภพ ร.10

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวิชราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.2515 ขณะนั้นทรงเจริญพระชนมายุ 20 พรรษา


พระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10
พระปรมาภิไธย
 “พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และ พระบรมราชินี

พระปฐมบรมราชโองการ ในหลวง รัชกาลที่ 10
พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการแก่ปวงชนชาวไทยว่า "เราจะสืบสาน รักษา 
และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป"
ในโอกาสนี้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศ สมเด็จพระราชินีสุทิดา ขึ้นเป็น "สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี"
การศึกษา
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเริ่มการศึกษาที่โรงเรียนจิตรลดา แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาต่อในระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนคิงส์มีด แคว้นซัสเซกส์ และศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมิลฟิลด์ แคว้นซอมเมอร์เซท สหราชอาณาจักร
หลังจากนั้น ทรงศึกษาต่อวิชาทหารที่โรงเรียนคิงส์ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาอักษรศาสตร์ ด้านการทหาร จากมหาวิทยาลัยนิวเซาธ์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย
หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาได้เสด็จฯ นิวัติประเทศไทย ทรงศึกษาต่อสาขาวิชานิติศาสตร์รุ่นที่ 2 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ทรงผนวช
วันที่ 6 พ.ย.2521 ทรงผนวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระสังฆราช วาสนมหาเถร วัดราชบพิธ เป็นพระราชอุปัธยาจารย์ ถวายพระสมณนามว่า วชิราลงฺกรโณ ประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อครบ 15 วัน ทรงลาผนวช
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ทรงผนวช ร.10

ดอกไม้ประจำรัชกาล : ดอกรวงผึ้ง

พระราชกรณียกิจ

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์มาโดยตลอด เพื่อแบ่งเบาพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทั้งในการพระราชพิธีสำคัญ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เกษตรกรไทย และพระราชพิธีทางศาสนาต่างๆ
นอกจากนี้ได้โดยเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินไปแปรพระราชฐานประทับแรมตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย โดยทรงติดตามความก้าวหน้าด้านการชลประทาน การสร้างเขื่อนต่างๆ และพระราชทานแนวพระราชดำริให้กรมชลประทานแก้ปัญหาตามที่ชาวบ้านกราบทูล ส่งให้ราษฎรมีน้ำใช้ในการเกษตรอย่างอุดมสมบูรณ์และช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในฤดูฝน


พระราชประวัติ รัชกาลที่ 9


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ขึ้นครองราชย์ ร.9


พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

พระราชประวัติ
พระบรมนามาภิไธย : พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช
พระปรมาภิไธย : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
พระนามใหม่ : พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
พระราชอิสริยยศ : พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย
ราชวงศ์ ราชวงศ์จักรี
ครองราชย์ : 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489
บรมราชาภิเษก : 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493
สวรรคต    : 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 (88 พรรษา) โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย 
รัชกาลก่อนหน้า : พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร
วัดประจำรัชกาล : วัดพระราม กาญจนาภิเษก
พระพุทธรูปประจำพระชนมวาร : พระพุทธรูปปางอภัยมุทรา พุทธลักษณะสุโขทัย
พระปฐมบรมราชโองการว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม

 à¸œà¸¥à¸à¸²à¸£à¸„้นหารูปภาพสำหรับ ขึ้นครองราชย์ ร.9
ข้อมูลส่วนพระองค์
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ทรงผนวช  ร.9
พระราชสมภพ : 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 / เคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา
พระบรมราชชนก : สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
พระบรมราชชนนี : สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
พระบรมราชินี : สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พระราชโอรส/ธิดา
ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจจารินีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารีสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี

 
ทรงพระผนวช

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงจำพรรษา ณ พระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศวิหาร ปฏิบัติพระศาสนกิจ เป็นเวลา 15 วัน

พระราชประวัติการศึกษา

เมื่อพุทธศักราช 2475 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช ทรงเจริญพระชนมายุ 5 พรรษา ได้ทรงเข้ารับการศึกษาเบื้องต้นที่โรงเรียน มาแตร์เดอี ถนนเพลินจิต กรุงเทพฯ ขณะนั้น ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ การเมืองผันผวน ในเดือน กันยายน 2476 หม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา จึงทรงนำพระธิดา พระโอรส เสด็จไปประทับ ณ กรุงโลซานน์ ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อทรงรับการศึกษา
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช ทรงเข้ารับการศึกษา ชั้นประถมศึกษา ณ โรงเรียน เมียร์มองต์ ชั้นมัธยมศึกษา ณ โรงเรียน เอโกล นูแวล เดอ ลา สวิส โรมองต์ และโรงเรียน ยิมนาส กลาซีค กังโตนาล ตามลำดับ และทรงได้รับประกาศนียบัตร บาเชอลิเย เอ แลทร์ จากการศึกษา ดังกล่าวทรงรอบรู้หลายภาษา ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน และ ละติน ต่อจากนั้น ทรงเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษา แผนกวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยโลซานน์

โครงการในพระราชดำริ
มีกว่า พัน โครงการ อาทิเช่น
โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน จ.ฉะเชิงเทรา
โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง จ.นราธิวาส
โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน จ.สกลนคร
โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย จ.เพชรบุรี เน้นเรื่องป่าเปียกป่าชายเลน
โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน จ.จันทบุรี เน้นเรื่องสภาพแวดล้อม การฟื้นฟูป่าชายเลนและโครงการอนุรักษ์หญ้าทะเล
โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ จ.เชียงใหม่ เน้นเรื่องทฤษฏีการปลูกป่า 3 อย่าง
โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่อาว จ.ลำพูน เน้นเรื่องการพัฒนาและฟื้นฟู
โครงการห้วยองคต จ.กาญจนบุรี เน้นเรื่องการฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อม (rehabilitation)
โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย จ.เพชรบุรี เน้นการรักษาสภาพป่าชายเลนโดยวิธีทางธรรมชาติ
โครงการพัฒนาปากน้ำปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์
โครงการพัฒนาเบ็ดเสร็จลุ่มน้ำสาขาแม่ปิง จ.เชียงใหม่และลำพูน เน้นการปลูกป่า การทำแนวกันไฟ
โครงการพัฒนาพื้นที่ป่าขุนแม่กวง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร
โครงการศูนย์ศึกษาวิจัยธรรมชาติและป่าพรุสิรินทร จ.นราธิวาส
โครงการประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์
โครงการพัฒนาดอยตุง
โครงการชั่งหัวมัน
ศูนย์ศึกษาพัฒนาเขาหินซ้อน
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน
สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์
ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร์
โรงเรียนกาสรกสิวิทย์
โครงการพระราชดำริ
โครงการประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์
โครงการพระราชดำริ
เขาหินซ้อน
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โครงการในพระราชดำริ
แก้มลิง